เวอร์ชันเต็ม: [-- รับเช็คพระเครื่องฟรี ฟรี มาเร็วพี่น้อง --]

พิโลกฟอร์ยู -> เช่าพระเครื่อง : -> รับเช็คพระเครื่องฟรี ฟรี มาเร็วพี่น้อง [สั่งพิมพ์] เข้าสู่ระบบ -> ลงทะเบียน -> ตอบกลับ -> ตั้งกระทู้

<<  1   2   3   4   5   6   7   8  >>  Pages: ( 14 total )

blez 2012-07-12 08:30 AM

รับเช็คพระเครื่องฟรี ฟรี มาเร็วพี่น้อง

ท่าน bavon กระทู้ที่ 146-147-148
ผมไม่ถนัดเหรียญครับ แต่ดูแล้วดีเนื้อเหรียญกับความคมชัดค่อนข้างดีครับ
เอาเป็นว่าผมดูดีนะครับ (แต่ด้วยว่าผมยังไม่รู้จักเลยครับทั้ง 3 เหรียญ)
เกจิในพื้นที่นะครับควรค่าแก่การสะสมครับ

ด้วยความเคารพ

blez 2012-07-12 08:32 AM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์149 ต้นฉบับโพสต์โดยpairawinเมื่อ2012-07-11 09:54 PMเผยแพร่ :
สมเด็จวัดระฆัง แท้หรือเปล่าครับ


ครับผมดูแล้ว 50/50 นะครับ ที่เหลือคงต้องพิจารณาอย่างละเอียดกว่านี่้ครับ
ที่สำคัญคงต้องออกจากกรอบก่อนนะครับ ถึงจะพิจารณาในมุมอื่น ๆ ได้ครับ
แต่ก็อีกอะครับ ผมฟันธงให้ไม่ได้นะครับพระสมเด็จฯ ความสามารถไม่ถึงครับ
พอดูได้เท่านั้นเองครับ

ด้วยความเคารพครับ

pairawin 2012-07-12 08:44 AM
ด้วยความเคารพครับ
ขอขอบคุณ ในเมตตาจิต ครับ

pairawin 2012-07-12 09:13 AM
รบกวนพิจารณาให้อีกองค์ครับ

เอก 2012-07-12 05:36 PM
พระกรุครับอยากทราบว่าพระอะไร แท้หรือไม่ ต้องการปล่อยครับ

เอก 2012-07-12 05:37 PM
ไกล้ๆครับ

bavon 2012-07-14 08:14 AM
ขอบคุณครับผม

bavon 2012-07-15 01:37 PM

แบบนี้ เก๊แท้ วัดไหน หรือครับพี่

bavon 2012-07-15 01:40 PM
...http://www.khonrakpra.com/PRD-217-เจ้าสัวหลวงพ่อน้อย-รุ่นแรก...เก๊ไหมครับ

blez 2012-07-16 09:43 AM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์153 ต้นฉบับโพสต์โดยpairawinเมื่อ2012-07-12 09:13 AMเผยแพร่ :
รบกวนพิจารณาให้อีกองค์ครับ


ผมชอบครับ หลวงพ่อปานองค์นี้ครับ น้ำรักแดงและแห้งดีครับ
เนื้อดินมวลสารถูกใจครับ แต่ผมก็ไม่ค่อยสันทัดเท่าใหร่ครับ
เพิ่มเสียงแท้ให้อีกคนนึงละกันครับ

ด้วยความเคารพ

blez 2012-07-16 09:53 AM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์157 ต้นฉบับโพสต์โดยbavonเมื่อ2012-07-15 01:37 PMเผยแพร่ :

แบบนี้ เก๊แท้ วัดไหน หรือครับพี่



ด้วยความเคารพครับ ท่าน bavon  ผมไม่ค่อยถนัดครับ เนื้อสำริดแบบนี้ครับ
ถ้าจะเป็นสายใต้ผมไม่ถนัดเลยครับ แต่ถ้าเป็นทางในแถบ กทม. ผมคิดว่า
ผิวตามซอกองค์พระแปลกตาครับ ส่วนที่ถูกใช้ดำดีแต่ซอกกลับแห้งผาก
น่าจะเกจิรุ่นหลัง ๆ สร้างนะครับ ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยถนัดครับพระปิดตาเนื้อสำริด
หรือโลหะแร่ต่าง ๆ ครับ ถ้าเป็นเนื้อตะกั่ว หรือเนื้อผงใบลาน/ผงกะลา พอได้ครับ
ส่วนสำหรับเนื้อว่านไม่เป็นเลยครับ 555+

ปล. มาร่วมเป็นผู้วินิจฉัยกับผมในห้องนี้ดีกว่าครับ (อย่าแกล้งถามผมเลยครับ ท่านก็เป็นอยู่แล้วนี่ครับ )

bavon 2012-07-16 02:52 PM
ขอบคุณครับ  
ไม่ค่อยเป็นของ เก่าๆเลยครับผม

bankroom 2012-07-21 04:19 AM
อยากทราบว่าใช่พระนาดูนหรือปล่าว ถ้าใช่แบ้วเป็นพิมพ์อะไร

bankroom 2012-07-21 04:21 AM
หลวงปู่ทวด อ นอง แท้ปล่าวคับ

bankroom 2012-07-21 04:24 AM
ออกที่วัดใหนปีใหนคับ

bankroom 2012-07-21 04:26 AM
พระองค์นี้แท้หรือปล่าว แล้วออกที่ีวัดใหนหรอคับ

bankroom 2012-07-21 04:38 AM
แท้หรือป่าวคับ แล้วทันทั่นป่าว เป็นพิมพ์ใหน ขอบคุณอย่างสูงคับ

bankroom 2012-07-21 04:41 AM
หลวงพ่อพรหม

aospak 2012-07-23 07:20 PM
มีพระตระกูล สมเด็จมาให้เช็ค สนใจติดต่ิิอที่่ 0818883173

aospak 2012-07-23 07:23 PM
ด้านหลัง

blez 2012-07-24 10:17 AM
162# -167#  ท่าน bankroom

พระทุกองค์ที่กรุณาโพสให้ชมทุกองค์สวยดูดีหมดครับ แต่ด้วยความที่กระผมไม่ถนัดพระเกจิครับ
เลยตอบได้ไม่มากครับ คงเป็นที่พอใจในคำตอบไม่มากก็น้อยครับ สำหรับกรุนาดูนเรียนให้ทราบครับ
ผมไม่ชอบพระกรุนี้เลยครับ เป็นกรุเดียวที่ไม่ศึกษาเพราะคิดว่าไม่น่าสะสมครับ

ด้วยความเคารพ

blez 2012-07-24 10:19 AM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์169 ต้นฉบับโพสต์โดยaospakเมื่อ2012-07-23 07:23 PM


พระสมเด็จองค์นี้สร้างขึ้นที่หลังเป็นพระเกจิยุคหลัง ๆ สร้างขึ้นมาใหม่ครับ

ด้วยความเคารพ

maxx 2012-07-25 02:47 PM
ดูให้หน่อยครับ

ongart 2012-07-26 12:00 PM
เรียนคุณเบิ้ลครับเช็คให้ด้วยครับ  ว่าแท้หรือเปล่าเล่นหากันราคาเท่าไหร่ครับ ขอบคุณครับ

ongart 2012-07-26 12:02 PM
เรียนคุณเบิ้ลครับเช็คให้ด้วยครับ ว่าแท้หรือเปล่าเล่นหากันราคาเท่าไหร่ครับ

ongart 2012-07-26 12:03 PM
เรียนคุณเบิ้ลครับเช็คให้ด้วยครับ ว่าแท้หรือเปล่าเล่นหากันราคาเท่าไหร่ครับ

aospak 2012-07-27 08:55 AM
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

anusorn12 2012-08-02 02:40 PM
หลวงพ่อ เงิน วัดน้อยห้วยเขน พิมพ์เล็ก ไม่มีอุ
ช่วยเช็คหน่อยครับว่าแท้หรือไม่ครับ

anusorn12 2012-08-02 09:21 PM
ช่วยเช็คให้ด้วยครับ ว่าแท้หรือไม่แท้ครับ

blez 2012-08-03 07:54 AM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์178 ต้นฉบับโพสต์โดยanusorn12เมื่อ2012-08-02 09:21 PMเผยแพร่ :
ช่วยเช็คให้ด้วยครับ ว่าแท้หรือไม่แท้ครับ


เนื้อทองอายุยังน้อยครับ โค๊ตอกเลาไม่น่าจะใช่แบบนี้ครับ
พยายามต่อไปครับ เอาใจช่วย ด้วยความเคารพ

blez 2012-08-03 07:56 AM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์177 ต้นฉบับโพสต์โดยanusorn12เมื่อ2012-08-02 02:40 PMเผยแพร่ :
หลวงพ่อ เงิน วัดน้อยห้วยเขน พิมพ์เล็ก ไม่มีอุ
ช่วยเช็คหน่อยครับว่าแท้หรือไม่ครับ



ด้วยความเคารพ ผมไม่เคยได้ศึกษาพระชุดนี้เลยครับ
ให้คำตอบไม่ได้ แต่เนื้อทองอายุน่าจะ 20 ปีได้ครับ
.....................


blez 2012-08-03 07:59 AM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์173-174-175  ต้นฉบับโพสต์โดย ongart


พระทั้งชุดที่ถ่ายมาให้ชมอายุยังน้อยทั้งหมดครับ

ด้วยความเคารพ

Bow 2012-08-03 12:15 PM
คุณ blez ช่วยดูพระอง์นี้ให้หน่อยอยากทราบว่าแท้หรือเก๊

blez 2012-08-03 04:05 PM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์182 ต้นฉบับโพสต์โดยBowเมื่อ2012-08-03 12:15 PMเผยแพร่ตอบกลับโพสต์ 172 โพสต์ของ (maxx) :
คุณ blez ช่วยดูพระอง์นี้ให้หน่อยอยากทราบว่าแท้หรือเก๊



ด้วยความเคารพ ผมความสามารถไม่ถึงครับ รบกวนศึกษาตามข้อมูลที่ผมนำมาเผยแพร่ให้
เพื่อคลายความฉงนในพุทธลักษณะของ พระเครื่องชุดนี้ครับ พระสมเด็จของท่าน maxx
ผมดูแล้วมวลสารหายไปค่อนข้างเยอะอาจเป็นเพราะพระถูกล้างคราบกรุออกจนหมด
ส่วนตัวผมขอเป็น 50/50 ครับสำหรับองค์นี้  ผิวขององค์พระขึ้นเป็นแป้งขาวนวล
ทำให้ยากต่อการพิจารณาครับ คงต้องให้ท่าน ผู้รู้หลาย ๆ ท่านลองพิจารณาดูครับ

..............."สมเด็จบางขุนพรหมพิมพ์ฐานคู่ กรุเจดีย์เล็ก".............................


ที่มาของรูป http://www.thaprachan.com/ร้านศูนย์พระเครื่องคุณพระคุ้มครอง


พระสมเด็จบางขุนพรหม
โดย อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน
พระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุพระเจดีย์ใหญ่)
พระสมเด็จบางขุนพรหมเป็นพระในสกุล “พระสมเด็จวัดระฆัง” ที่สร้างโดยสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เป็นที่พึงปรารถนาแก่ประชาชนที่เคารพกราบไหว้พระคุณอันประเสริฐของท่าน นับวันมงคลวัตถุนี้กำลังจะหาได้ยากยิ่ง และราคาก็สูงยิ่งเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่เครารพบูชาท่านเป็นที่ยิ่ง และได้มีโอกาสครอบครองพระในสกุลพระสมเด็จวัดระฆังหลายรุ่น จึงได้พยายามศึกษาค้นคว้าประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และการสร้างพระสมเด็จ เทียบเคียงกันทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมากับหลักการทางวิทยาศาสตร์ และร่วมศึกษาหาความรู้ด้วยกันกับท่านทั้งหลาย เพื่อเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทาน
ปีพุทธศักราช ๒๔๑๐ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านได้เริ่มทำการก่อสร้างพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปางโปรดสัตว์ (ยืนอุ้มบาตร) โดยใช้ซุงทั้งต้นเป็นฐานราก และควบคุมการก่อสร้างด้วยตัวท่านเองที่วัดอินทรวิหาร อันเป็นวัดที่ท่านได้จำพรรษาอยู่เมื่อครั้งยังเป็นสามเณร ในระหว่างการก่อสร้างเสมียนตราด้วง ต้นสกุล ธนโกเศรษฐ และเครือญาติได้ปวารณาตนเองเป็นโยมอุปัฏฐากของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี
ครั้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ "เสมียนตราด้วง" ต้นสกุล "ธนโกเศศ" ได้ทำการบรูณะพระอารามวัดใหม่อมตรส และปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ไว้เพื่อเป็นมหากุศล และเป็นพระเจดีย์ประจำตระกูล ตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น โดยได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นสององค์ องค์ใหญ่เพื่อบรรจุพระพิมพ์ต่างๆ ตามโบราณคติในอันที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนา และสร้างเจดีย์องค์เล็กเพื่อบรรจุอัฐิธาตุบรรพบุรุษ โดยเริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๑๓ จึงแล้วเสร็จ จากนั้นจึงได้กราบนมัสการขอความเห็นจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ในการสร้างพระสมเด็จเพื่อสืบทอดทางพระพุทธศาสนา และเป็นการสร้างมหาบุญแห่งวงศ์ตระกูล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านได้ให้อนุญาต และมอบผงวิเศษที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของท่านให้ส่วนหนึ่ง (จากข้อเขียนของนายกนก สัชฌุกร ที่ได้สัมภาษณ์ท่านเจ้าคุณธรรมถาวรซึ่งมีชีวิตทันสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ความว่า ได้ผงวิเศษประมาณครึ่งบาตรพระ และทุกครั้งที่ตำผงในครกท่านเจ้าประคุณสมเด็จจะโรยผงวิเศษของท่านมากบ้างน้อยบ้างตามอัธยาศัยจนกระทั่งแล้วเสร็จ) เมื่อได้ผงวิเศษแล้วเสมียนตราเจิม และทีมงานก็ได้จัดหามวลสารต่างๆตรงตามตำราการสร้างพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ทุกประการ
ในเรื่องของการสร้างพิมพ์ขึ้นมาใหม่นั้นมีการจัดสร้างและแกะพิมพ์แม่แบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจำนวน ๙ พิมพ์ เป็นพิมพ์ชิ้นเดียวตัดขอบและปาดหลัง โดยฝีมือของช่างสิบหมู่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แต่น่าจะเป็นคนละทีมกับช่างที่แกะพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง แต่เนื่องด้วยเป็นฝีมือช่างในยุคเดียวกันมีศิลปะในสกุลช่างเดียวกัน และต้นแบบที่สำคัญคือพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง ดังนั้นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมจึงมีความสวยงามใกล้เคียงกันกับพระสมเด็จวัดระฆังเป็นอย่างยิ่ง
พิมพ์พระสมเด็จบางขุนพรหม ๙ พิมพ์
๑.พิมพ์ใหญ่
๒. พิมพ์ทรงเจดีย์
๓. พิมพ์เกศบัวตูม
๔. พิมพ์เส้นด้าย
๕. พิมพ์ฐานแซม
๖. พิมพ์สังฆาฏิ
๗. พิมพ์ปรกโพธิ์
๘. พิมพ์ฐานคู่
๙.พิมพ์อกครุฑ
จำนวนที่สร้างสันนิษฐานกันว่า ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากับพระธรรมขันธ์ พระสมเด็จที่สร้างเสร็จจะมีเนื้อขาวค่อนข้างแก่ปูน
การปลุกเสกโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้เจริญพระพุทธมนต์และปลุกเสกเดี่ยวจนกระทั่งบริบูรณ์ด้วยพระสูตรคาถา
เมื่อได้ปลุกเสกเป็นที่สุดแล้วได้มีการเรียกชื่อพระสมเด็จนี้ว่า “พระสมเด็จบางขุนพรหม” ตามตำบลที่ตั้งของพระเจดีย์ และได้ถูกนำเข้าบรรจุกรุในพระเจดีย์ใหญ่ และพระเจดีย์เล็กทั้งสิ้นไม่มีการแจกจ่ายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด รวมทั้งมีข้อสันนิษฐานว่าได้นำพระสมเด็จวัดระฆังลงบรรจุกรุด้วยดังที่หลาย ๆ ท่านนิยมเรียกกันว่า “พระสองคลอง”
หลังจากที่ได้บรรจุพระสมเด็จไว้ในพระเจดีย์ทั้งสองแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๓ จนกระทั่งเกิดวิกฤตกับประเทศในกรณีพิพาทกับประเทศฝรั่งเศส ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และในกรณีพิพาทอินโดจีน ได้มีการลักลอบเปิดกรุถึงสามครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๒๕
ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๓๖
ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๕๙
ในการลักลอบเปิดกรุทั้งสามครั้งนี้ ผู้ลักลอบได้ใช้วิธีต่าง ๆ เช่น การตกเบ็ด โดยใช้ดินเหนียวปั้นเป็นก้อนกลมๆ ติดกับปลายเชือกหย่อนเข้าไปทางรูระบายอากาศติดพระแล้วดึงขึ้นมา การใช้น้ำกรอกเข้าไปทางรูระบายอากาศเพื่อให้น้ำไปละลายการเกาะยึดขององค์พระเป็นต้น ซึ่งการลักลอบเปิดกรุทั้งสามครั้งนั้นพระสมเด็จที่ได้จะอยู่ในส่วนบนจึงสวย และมีความสมบูรณ์ นักนิยมพระสมเด็จเรียกกันว่า “ พระสมเด็จบางขุนพรหมกรุเก่า ” ซึ่งลักษณะของวรรณะจะปรากฏคราบกรุเพียงเล็กน้อย หรือบางๆเท่านั้น พิมพ์คมชัดสวยงามเนื้อหนึกนุ่ม เนื้อละเอียดมีน้ำหนักและแก่ปูน
ท้ายที่สุดคือการลักลอบขุดกรุที่ฐานในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ วิธีนี้ได้พระไปเป็นจำนวนมาก (เป็นที่มาของพระสมเด็จบางขุนพรหมกรุธนา เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง ของพระภิกษุวงศ์ สุธรรมโม หรือพระอาจารย์จิ้ม กันภัย ความว่าในตอนกลางคืนฝนตกไม่หนักมากนัก นักเลงพระทางภาคเหนือได้ร่วมกันลักลอบเจาะที่บริเวณใกล้ฐานของพระเจดีย์พอตัวมุดเข้าไปได้ และนำพระออกมาได้เป็นจำนวนมากจนหิ้วไม่ไหวประกอบกับกลัวเจ้าหน้าที่จะพบเห็นจึงทิ้งไว้ข้างวัดก็หลายถุง มีบุคคลผู้หนึ่งชื่อธนาบ้านอยู่ในละแวกวัดได้เก็บพระชุดนี้ไว้เป็นจำนวนมากจะเก็บได้จากผู้ที่ลักลอบทิ้งไว้หรือซื้อมาก็มิอาจทราบได้แต่ภายหลังได้ขายให้กับ คุณเถกิงเดช คล่องบัญชี ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านเอง ซึ่งต่อมาได้เขียนหนังสือร่วมกับนายสุคนธ์ เพียรพัฒน์ เรื่อง “สี่สมเด็จ” ซึ่งพระสมเด็จบางขุนพรหมที่ซื้อมามีทั้งที่สวยงามมีคราบกรุน้อย และคราบกรุหนาจับกันเป็นก้อนก็มี) จนกระทั่งทางวัดใหม่อมตรส ได้ติดต่อให้กรมศิลปากรเข้ามาดูแล และเปิดกรุอย่างเป็นทางการโดยเชิญ พลเอกประภาส จารุเสถียร เป็นประธานในพิธีเปิดกรุเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๐ พระที่นำออกมาครั้งนี้นักนิยมพระสมเด็จเรียกกันว่า “ พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่ ” เมื่อนำมาคัดแยกคงเหลือพระที่มีสภาพดีและสวยงามเพียงสามพันองค์เศษเท่านั้น ที่เหลือจับกันเป็นก้อน หักชำรุดแทบทั้งสิ้น ลักษณะของวรรณะส่วนใหญ่จะมีคราบกรุค่อนข้างหนาและจับกันเป็นก้อน ที่สภาพดีจะพบว่าผิวของพระเป็นเกล็ดๆทั่วทั้งองค์ หรือที่เรียกว่าเหนอะ มีคราบไขขาว ฟองเต้าหู้ คราบขี้มอด จะตั้งชื่อหรือเรียกว่าอย่างไรก็สุดแล้วแต่ ล้วนเกิดขึ้นจากปฎิกริยาระหว่างน้ำกับปูนและเนื้อมวลสารที่เป็นองค์ประกอบของพระสมเด็จทั้งสิ้น ทั้งสภาพเปียกชื้น ร้อน เย็น และถูกแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานกับดินโคลน เป็นต้น แต่แปลกตรงที่ว่าพระสมเด็จบางขุนพรหมเมื่อถูกใช้สักระยะเนื้อจะเริ่มหนึกนุ่มใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดระฆังเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนในเรื่องของทรงพิมพ์ที่เรียกกันว่าพิมพ์นิยม ๙ พิมพ์นั้น พิมพ์ที่พบน้อยที่สุดคือพิมพ์ปรกโพธิ์ กล่าวกันว่ามีไม่ถึง ๒๐ องค์ และที่สำคัญยังพบพิมพ์ไสยาสน์อีกหลายแบบมีประมาณไม่เกิน ๒๒ องค์ ซึ่งในปัจจุบันหาดูได้ยากมาก ในส่วนของกรุพระเจดีย์เล็กนักเลงพระในยุคนั้นไม่ค่อยให้ความสนใจแต่ปรากฏว่าหลังจากเปิดกรุก็ได้พบพระสมเด็จอยู่มากมายนับได้เป็นพันองค์ ทรงพิมพ์ที่พบได้แก่ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์ฐานหมอน พิมพ์สามเหลี่ยม (หน้าหมอน) พิมพ์จันทร์ลอย ลักษณะของวรรณะคราบกรุจะไม่มาก จะมีความสวยงามกว่ากรุพระเจดีย์ใหญ่ซึ่งในปัจจุบันหาดูได้ยากเช่นกัน
หลังจากเปิดกรุอย่างเป็นทางการทางวัดได้ประทับตราที่ด้านหลังขององพระ เรียกกันว่า “ตราน้ำหนัก” และจำหน่ายในราคาองค์ละห้าร้อยถึงสองพันบาท ในยุคนั้นนับว่ามีราคามากอยู่แต่ก็หมดลงในเวลาไม่นานนัก
พระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุพระเจดีย์เล็ก)
ปี พ.ศ.๒๕๐๘ พระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส ได้นำรายได้ในการให้เช่าบูชาพระสมเด็จบางขุนพรหม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มาบูรณะวัดโดยได้ว่าจ้างให้ช่างรับเหมา มาปรับปรุงบริเวณรอบองค์เจดีย์ใหญ่ซึ่งมี เจดีย์เล็ก เรียงรายรอบทั้ง ๔ ทิศของเจดีย์องค์ใหญ่ ทิศละ ๒ องค์ ตั้งซ้อนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบรวมทั้งหมด ๘ องค์ ซึ่งทางช่างได้รื้อ เจดีย์เล็ก ทั้งหมดออก ทำให้ช่างรับเหมาพบ กรุพระเครื่องจำนวนหนึ่งในเจดีย์เล็กรวมอยู่กับอัฐิ จึงได้เก็บพระเครื่องซ่อนไว้ไม่ให้ทางวัดทราบ คงมอบแต่อัฐิให้เท่านั้น ต่อมาช่างรับเหมาได้นำพระที่พบนี้ไปขายแก่เซียนพระคนหนึ่งในสนามพระ ทำให้ พระเครื่องกรุเจดีย์เล็ก เป็นที่รู้จักในวงการพระสมัยนั้น มีผู้นำพระเครื่องมาสอบถามกับเจ้าอาวาสวัดว่า มีพระเครื่องแตกกรุจากเจดีย์เล็กจริงหรือไม่ เจ้าอาวาสบอกว่า "ไม่มี" ทำให้เกิดความสับสนกันขึ้นในช่วงแรก แต่เมื่อได้ทราบในภายหลัง และได้มีการตรวจสอบพิจารณากันถึงเนื้อพระ และคราบกรุกับ พระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุใหม่) แล้ว พบว่ามีความเก่าใกล้เคียงกันมาก ซึ่งคาดว่าคงสร้างขึ้นในคราวเดียวกันคือในปี พ.ศ.๒๔๑๑- ๒๔๑๓

ในการตรวจสอบประวัติซึ่งเชื่อว่าผู้สร้าง พระกรุเจดีย์เล็ก ก็คือ "เสมียนตราด้วง" ต้นสกุล "ธนโกเศศ" ผู้สร้างพระเครื่องชุดนี้ไว้เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับพระกรุเจดีย์ใหญ่ ซึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มอบผงวิเศษห้าประการ คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห ให้ผสมลงไปด้วยในตอนกดพิมพ์องค์พระทั้งหมด และได้เมตตาปลุกเสกให้ด้วย จากนั้น เสมียนตราด้วงจึงได้นำพระเครื่องในส่วนนี้ไปบรรจุไว้คู่กับอัฐิของบรรพชนในตระกูล และเมื่อช่างรื้อเจดีย์เล็กออกจึงพบอัฐิ และพระเครื่องดังกล่าว

พระเครื่องกรุเจดีย์องค์เล็กมีทั้งหมด ๖ พิมพ์ คือ

1. พิมพ์ฐานคู่ 2. พิมพ์ฐานหมอน 3. พิมพ์สามเหลี่ยม

4. พิมพ์ไสยาสน์ 5. พิมพ์ยืนประทานพร 6. พิมพ์เจดีย์แหวกม่าน

พระทุกองค์มีคราบกรุเกาะอยู่ด้วย มากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของพระกรุนี้ ในปัจจุบัน วงการพระเครื่องได้ให้ความสนใจในพระกรุเจดีย์เล็กนี้มาก

หลักการพิจารณาพระสมเด็จบางขุนพรหม
โดย อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน
๑. พุทธศิลป์ทรงพิมพ์
๒. มวลสาร
๓. หลักความเป็นไปแห่งธรรมชาติ
๔. หลักแห่งวิทยาศาสตร์
๕. ฌานสมาบัตร

หลักการพิจารณาพระสมเด็จที่บรรจุกรุ
๑. ทรงพิมพ์ และพุทธศิลป์ จำให้แม่นยำว่ามีกี่ทรงพิมพ์ และแต่ละพิมพ์มีพุทธ ศิลปะ อย่างไร หาข้อแตกต่างและเปรียบเทียบโดยให้ยึดหลักแห่งธรรมชาติเป็นสำคัญ
๒. พิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง และพระสมเด็จบางขุนพรหมเป็นพิมพ์ชิ้นเดียวตัดขอบและยกขึ้น จึงพบรอยขอบกระจก และปาดหลังด้วยวัสดุบาง รอยด้านหลังของพระสมเด็จ จะมีลักษณะเป็นรอยแล่ง รอยหลังกระดาน รอยหลังกาบหมาก อันเกิดจากวัสดุที่ใช้ปาดหลัง และรอยภาชนะที่รองรับเวลาตากและผึ่ง
๓. คราบไข ลักษณะเป็นฝ้าบางๆ (เหมือนน้ำต้มไขมันของวัวเมื่อเย็นลงจะแลเห็นคราบไขลอยอยู่เป็นผาเล็กบ้างใหญ่บ้าง) เคลือบอยู่บนองค์พระซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ตามบริเวณซอกขององค์พระ สีขาวนวลแกมเหลืองอ่อนๆ คราบนี้จะติดอยู่กับองค์พระและจะค่อยจางลงเมื่อพระถูกใช้ในระยะเวลาพอสมควร (เกิดจากความร้อนชื้นทำปฎิกิริยากับเนื้อมวลสาร พระสมเด็จในลักษณะนี้จะอยู่ตอนบนที่เรียกกันว่ากรุเก่า)
๔. คราบน้ำปูน ลักษณะเป็นฟองละเอียดจนมองเห็นเป็นฝ้าขาวปกคลุมทั่วองค์พระมีความหนาบางไม่เท่ากัน สีขาวอมน้ำตาลอ่อน เกาะติดกับองค์พระแน่น (เกิดจากน้ำท่วมองค์พระเป็นเวลานานเมื่อน้ำลดลงคราบปูนที่ลอยอยู่บนผิวจะแห้งติดองค์พระสมเด็จ ลักษณะการเกิดเช่นนี้จะเป็นไปได้ในสองประการก็คือคราบจากน้ำปูนภายในเจดีย์ (เพราะพระเจดีย์ที่บรรจุนั้นสร้างใหม่) และปฏิกิริยาที่เกิดจากเนื้อมวลสารในองค์พระสมเด็จกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติพระชุดนี้จะอยู่ตอนกลางที่เรียกกันว่ากรุเก่า)
๕. คราบฟองเต้าหู้ ลักษณะเป็นวงเล็กบ้างใหญ่บ้าง ฟูบางเหมือนฟองของน้ำเต้าหู้ ใน ฟองเมื่อแตกจะสังเกตเห็นเม็ดเล็กๆ สีขาวขุ่นแข็งฝังแน่นในเนื้อพระ (เกิดจากความชื้นแฉะ และถูกน้ำท่วมและลดลงทีละน้อย ถูกความร้อนที่สูงเป็นเวลานาน เป็นเช่นนี้สลับกันไปตามสภาพแวดล้อมของธรรมชาติในขณะนั้นจนเนื้อมวลสารในส่วนที่เป็นปูนเปลือกหอย และปูนขาวทำปฏิกิริยากับน้ำมันทัง (ทังอิ๊ว) พระสมเด็จในลักษณะนี้จะอยู่ตอนตอนกลางค่อนมาทางด้านล่างที่เรียกกันว่ากรุเก่า)
๖. คราบกระเบน ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆคล้ายหนังกระเบน สีเทาแกมม่วงอ่อนๆ สี น้ำตาลอ่อน และเข้ม อันเกิดจากเม็ดทรายเกาะอยู่ทั่วองค์พระ แข็งมากไม่สามารถชำระล้างให้ออกได้ (เกิดจากพระที่ล่วงลงสู่พื้นปะปนกับดินและทรายถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานพระสมเด็จในลักษณะนี้จะพบได้ไม่มากนักและจะอยู่ตอนล่างเรียกกันว่าพระกรุใหม่)
๗. คราบน้ำผึ้ง ลักษณะเกิดจากปฏิกิริยาของพระที่ผ่านการใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควรเกิดขึ้นได้ทั้งพระสมเด็จที่ไม่บรรจุกรุ และบรรจุกรุ (พระที่บรรจุกรุจะเกิดขึ้นได้ยากกว่า ต้องใช้เวลามากกว่า ความหนึกนุ่มและสีจะด้อยกว่า) สีขององค์พระจะนวลคล้ายสีของน้ำผึ้งแต่แข็งแกร่ง มีน้ำหนัก และหนึกนุ่ม (เกิดจากเนื้อมวลสารสำคัญทำปฏิกิริยากับน้ำมันทัง โดยมีระยะเวลาตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ คราบน้ำผึ้งถือเป็นลักษณะเด่นที่สำคัญและพบมากในสกุลพระสมเด็จ)
๘. รอยปูไต่ และหนอนด้น ลักษณะอันเกิดจากเกสรดอกไม้ และมวลสาร ที่หลุดล่วงตามกาลเวลาแห่งธรรมชาติ
๙. ทองทราย ลักษณะเป็นรอยจุดเล็ก ๆ บนผิวพระสมเด็จ วิธีสังเกตให้พลิกองค์พระทำมุมกับแสงสว่างโดยเฉพาะในเวลากลางคืนจะเห็นได้ชัด พระสมเด็จทุกองค์จะมีทองทรายซุกซ่อนอยู่การพิจารณาต้องใช้เวลา และอาจต้องผ่านการใช้มาเป็นเวลาพอสมควร สันนิฐานว่าเกิดจากปูนเพชร และผงศิลาธิคุณที่เป็นส่วนผสมหลัก
๑๐.การหดตัวและรอยย่นของเนื้อพระสมเด็จเปรียบได้กับอาณาจักรแห่งธรรมชาติ ที่ ปรากฏไปด้วยภูเขา ห้วย ธาร เกาะแก่งต่างๆ ลักษณะที่เปรียบให้เห็นนั้นเป็นการหดตัวจนเกิดรอยย่นมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของธรรมชาติเป็นสำคัญ

ที่มา  www.phrasomdej.in.th  

ongart 2012-08-06 02:01 PM
คุณเบิ้ลครับช่วยเช็คพระให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

blez 2012-08-07 10:10 AM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์184 ต้นฉบับโพสต์โดยongartเมื่อ2012-08-06 02:01 PMเผยแพร่Re:คุณเบิ้ลครับช่วยเช็คพระให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ :
คุณเบิ้ลครับช่วยเช็คพระให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ


พระสนามเด็กเล่นครับ

ด้วยความเคารพ

ongart 2012-08-09 01:25 PM
คุณเบิ้ลเช็คพระให้ด้วยครับว่าแท้หรือเปล่าครับ  ขอบคุณครับ

ongart 2012-08-09 01:28 PM
คุณเบิ้ลเช็คพระให้ด้วยครับว่าแท้หรือเปล่าครับ  ขอบคุณครับ

ongart 2012-08-09 01:30 PM
คุณเบิ้ลเช็คพระให้ด้วยครับว่าแท้หรือเปล่าครับ  ขอบคุณครับ

ongart 2012-08-09 01:32 PM
คุณเบิ้ลเช็คพระให้ด้วยครับว่าแท้หรือเปล่าครับ หลวงพ่ออะไรครับ  ขอบคุณครับ

ongart 2012-08-09 01:34 PM
คุณเบิ้ลเช็คพระให้ด้วยครับว่าแท้หรือเปล่าครับ  ขอบคุณครับ

thumdragon 2012-08-09 03:01 PM
สวัสดีครับ ผมสมาชิกใหม่ มีเรื่องรบกวนพี่ๆ ครับ

ผมอยากทราบว่าพระองค์นี้ มีที่มาอย่างไร แท้หรือไม่ และค่าเช่าบูชาประมาณเท่าไหร่ครับ

ขอบคุณครับ









blez 2012-08-09 03:25 PM
ตอบ ท่าน ongart  ครับ

186#  เหรียญเจ้าสัว หลวงปู่บุญ ครับผม ตั้งแต่หัดใช้กล่องส่องมายังไม่เคยสัมผัสของแท้ ๆ สักทีเลยครับ องค์นี้เรียนให้ทราบครับว่า "สวยมาก" เก็บรักษาได้ดีมากไม่มีที่ติครับ กับ  "สวยเกิน"  เกินความสามารถที่ผมจะไขให้ได้ครับ แต่ผมดูแล้วชอบนะครับพิมพ์ใกล้เคียงครับ ถ้าเป็นที่เค้านิยมก็มีเงินหลักแสนหละครับ 0.0!

187#  รูปหล่อหลวงพ่อมุ่ย อันนี้แท้ครับ ยินดีด้วยครับ(ผมมี 3 องค์ หุหุ) ส่วนหลวงพ่อเงินผมไม่ชอบคราบเขียวอมฟ้าเลยสักนิดเดียวครับ ลักษณะคราบแบบนี้ถูกแช่น้ำยามาครับ ไม่น่าเก็บครับผม

188# หลวงพ่อเงิน 15 อันนี้ผมขออภัยด้วยนะครับ เป็นรุ่นเดียวที่ผมไม่คิดจะศึกษาเช่นกันครับ (เทียมเยอะเกินเลยไม่ศึกษาครับ) กอร์ปกับผมไม่เคยเห็นของแท้สักที เห็นของแท้เหมือนของเล่นซะงั้น 555+

189#  พระปิดตาลักษณะนี้ น่าจะเป็นหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก  หรือไม่ก็หลวงพ่อทับ วัดทอง แต่ก็ออกตัวอีกครับ ผมไม่ค่อยถนัดพระปิดตาเท่าใหร่ ก็ได้แต่ดูเนื้อเพราะพระปิดตาในยุคโบราณ จะทำเพี่ยงครั้งละ 1 องค์ ต่อ 1 หุ่นเท่านั้น ปั้นด้วยมือจึงมีพุทธลักษณะไม่เหมือนกันแต่ละองค์ คือ 1 เดียวในโลก (ว้าวววว) งาน handmade ของเกจิยุคโบราณน่าสะสมที่สุดครับ เข้าเรื่อง(ยึดยาว) องค์นี้ผมให้ 70/30 ชอบเนื้อสนิมสีเขียวแบบนี้ครับ กับซอกมือใต้ฐาน เก่าได้ใจผมครับ เอาเป็นว่าผมชอบครับองค์นี้

190# พระเนื้อดินลักษณะแบบนี้น่าจะเป็นของหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน(มั้ง) เค้าเรียก "พิมพ์ขุนแผนหน้าค่าย" เนื้อแบบนี้ไม่น่าสะสมครับ ของหลวงพ่อน่าจะเป็นดินขุยปู (คือเอาเนื้อดินที่ปูขุดออกมาหน้าปากรูปู..จริง ๆ นะครับ) เนื้อดินจะไม่มีลักษณะแบบนี้ครับ ส่วนมากจะแห้งผากไม่ค่อยเห็นเป็นแบบมัน ๆ เงา ๆ และเนื้อจะละเอียดกว่านี้ครับ สรุปผมไม่ชอบครับ

ด้วยความเคารพ

ปล.ขอบคุณมากครับ ที่สนับสนุนกระทู้ผมเสมอมา

blez 2012-08-09 03:43 PM
อ้างอิง
อ้างอิงโพสต์191 ต้นฉบับโพสต์โดยthumdragonเมื่อ2012-08-09 03:01 PMเผยแพร่ :
สวัสดีครับ ผมสมาชิกใหม่ มีเรื่องรบกวนพี่ๆ ครับ

ผมอยากทราบว่าพระองค์นี้ มีที่มาอย่างไร แท้หรือไม่ และค่าเช่าบูชาประมาณเท่าไหร่ครับ

ขอบคุณครับ
.......


ยินดีต้อนรับครับ ท่าน thumdragon
ผมพอดูได้เท่านั้นครับ ไม่ได้ถึงขั้นเซียนใหญ่หรอกครับ เพียงแค่ชอบและรักษ์ เท่านั้นครับ
ศึกษาและสะสมมาเป็นระยะเวลายาวนานพอได้ครับ อ่านหนังสือก็หลายเล่ม ถูกบ้างผิดบ้าง
โดนบ้างเจ็บตัวบ้าง ก็เป็นประสบการณ์ครับ

พระองค์นี้เรียกว่า "พระลีลากำแพงนิ้ว" และก็มี "พระลีลากำแพงศอก" แต่องค์นี้เป็นเนื้อว่านหน้าทองครับ
ข้อมูลส่วนตัวแล้ว องค์นี้น่าจะสร้างขึ้นในยุคหลังนะครับ เพราะลักษณะของพิมพ์ค่อนข้างสวยทุกกระเบี้ยดนิ้ว
สกุลช่างสมัยโบราณคงจะทำได้ไม่ดีขนาดนี้ครับ แต่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของผู้สร้างนะครับว่านที่อยู่ข้างหลัง
เนื้อทองเป็นว่านที่ได้รับการปลุกเสกมาอย่างดีทั้งนั้นครับ ที่สำคัญว่านที่ว่านี้ย่อมต้องหายากตามไปด้วยครับ
ผมพอมีข้อมูล "พระว่านหน้าทอง" มาให้ลองอ่านดูครับ คงได้รับข้อมูลไปบ้างไม่มากก็น้อยครับ



ที่มา เว็ปพระเครื่องกรุสยาม


ตามตำนานการสร้างพระเครื่อง เมืองกำแพงเพชร  จากจารึกลานเงินที่พบในกรุวัดพระบรมธาตุเมืองนครชุมซึ่งค้นพบโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง กรุงเทพ มีใจความสำคัญว่า....มีฤษี 11 ตน   ฤษีเป็นใหญ่ 3 ตน ชื่อฤษีพิลาไลย  ฤษีตาไฟ  ฤษีตางัว ได้คิดทำพระเครื่องถวายแด่พระยาศรีธรรมาโศกราช จึงไปนำวัตถุมงคลมาประกอบเป็นพระเครื่อง โดยนำแร่ธาตุต่างๆมาผสมกันตามส่วนจนเป็นสีฟ้ามันวาว เรียกกันว่าเมฆพัด   เก็บว่านอันมีฤทธิ์ มาพันชนิด  เก็บเอาเกสรไม้อันวิเศษอีกพันชนิด นำของวิเศษมารวมกัน แล้วให้เทวดาช่วยกันบดส่วนผสม ทำเป็นพระพิมพ์แบบหนึ่ง ทำเป็นพระเมฆพัดสถานหนึ่ง โดยให้เอาว่านทำเป็นผงเป็นก้อนประดิษฐานด้วยมนตร์คาถามีคุณดังนี้
               1.แม้อันตรายสักเท่าใด ให้นิมนต์พระใส่ศีรษะ อันตรายทั้งปวงหายสิ้น
               2. ถ้าทำการสงคราม ให้เอาพระใส่น้ำมันหอม แล้วใส่ผม จะไม่ต้องศัตราวุธ
               3. ถ้าจะใคร่มาตุคาม (สตรี)  เอาพระสรงน้ำมันหอมใส่ ใบพลู ทาตัว
               4. ถ้าจะเจรจาให้สง่างาม คนเกรงกลัวเอาพระใส่น้ำมันหอมหุงขี้ผึ้งเสกทาปาก
               5.ถ้าค้าขาย หรือเดินทาง เอาพระสรงน้ำหอมเสกด้วยพระพุทธคุณ
               6. ถ้าเป็นความกัน ให้เอาพระสรงน้ำหอม เอาด้าย 11 เส้น ชุมน้ำมันหอมนั้นและทำไส้เทียนตามถวายพระ แล้วพิษฐานตามใจชอบ ......จารึกลานเงินยังบันทึกว่า.....พระเกสรก็ดี พระว่านก็ดี พระปรอทก็ดี  อานุภาพดังกำแพงล้อมกันภัยแก่ผู้นั้น

          ......จากการที่เมืองกำแพงเพชรของเรามีพระดี ทำให้ วัดทุกวัดกว่าร้อยวัด ถูกขุดไม่มีชิ้นดี ในช่วง 80ปีที่ผ่านมา ราวพ.ศ. 2470  คนทุกสารทิศ ต่างมาล่าพระเครื่องเมืองกำแพงกันอย่างชุลมุน แม้จะผิดกฎหมายแต่ไม่มีใครเกรงกลัว ต่างขุดกันจนทำให้โบราณสถานและโบราณวัตถุพินาศสิ้นแม้ในปัจจุบันปีพ.ศ.2550 ก็ยังมีการลักลอบขุดกันเนืองๆ
          พระว่านหน้าทอง เป็นพระอีกประเภทหนึ่งที่งดงามมากและไม่ใคร่มีผู้ใดเขียนถึง  องค์พระเป็นเนื้อว่านแล้วมีแผ่นทองประกบด้านหน้าไว้อีกชั้นหนึ่งทำให้ดูขลังและงดงามมาก นอกจากจะพบที่สุโขทัยแล้ว ยังพบที่กำแพงเพชร ในวัดใหญ่เกือบทุกวัด
          ในการพบพระว่านหน้าทองยุคแรกๆ ที่วัดพระบรมธาตุ นครชุม ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังของกษัตริย์เมืองนครชุม  มีผู้เฒ่าเล่าว่า ผู้คนที่ขุดพบจะเอาเฉพาะพระบูชา ส่วนพระว่านหน้าทองนั้น ก็จะลอกเอาเฉพาะทองไปหลอมสิ้นเพื่อทำลายหลักฐาน  ทิ้งองค์พระไว้ไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ ปล่อยให้สลายไปตามธรรมชาติ  ผู้ขุดพบพระว่านหน้าทอง เล่าว่าจะพบไม่มาก ในกรุๆหนึ่ง พบทั้งพระซุ้มกอ พระเม็ดขนุน พระท่ามะปราง  พระเปิดโลก พลูจีบ ที่เป็นหน้าทอง
          การใช้ทองคำหล่อพระจะพบมากที่วัดหลวง  พระว่านหน้าทองเช่นกัน จะพบมากที่วัดหลวงทองคำกับประชาชน นั้น....ในสมัยโบราณ ประชาชนไม่มีโอกาสที่จะใช้ทองคำมาประดับร่างกาย เพราะใช้สำหรับพระยามหากษัตริย์เท่านั้น  ดังนั้นเครื่องราชูปโภคของพระเจ้าแผ่นดินจึงทำด้วยทองคำทั้งสิ้น  มีเพลงร้องเล่นของคนไทยแต่สมัยโบราณ ...ร้องขอสิ่งมีค่าให้แก่น้อง ได้พูดถึงโลหะมีค่าที่สุดเพียง แค่ทองแดงเท่านั้น มิใช่ทองคำ ดังที่ว่า....
          จันทร์เอ๋ย....จันทร์เจ้า....ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า  ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั่ง ให้น้องข้านอน ขอละครให้น้องข้าดู .........
          สิ่งที่ขอล้วนเป็นสิ่งสูงส่งอย่างที่สามัญชนอยากได้  จึงมาผูกเป็นเพลงร้อง  และขอได้เพียง แหวนทองแดง
          พระว่านหน้าทอง ยุคหลังสุดขึ้นที่วัดพระแก้ว กลางเมืองกำแพงเพชรนี้เอง เมื่อประมาณสิบปีที่ผ่านมา มีผู้พบ พระจำนวนมาก พุทธลักษณะ ล้วนงดงาม ผู้พบเล่าลือต่อๆกันมาว่า เมื่อขุดถึงชั้นหินศิลาแลง คนรุ่นเก่ามิได้ ขุดต่อไป นำเพียงพระพุทธรูปขึ้นจากกรุจำนวนมาก แต่แท้แล้วใต้กรุที่พบพระบูชา กับมีพระเครื่องที่เรียกกันว่าพระว่านหน้าทองจำนวนมาก และพระว่านหน้าทองทั้งหมด ได้หายไปจากกำแพงเพชรเกือบทั้งสิ้น เพียงไม่ข้ามวัน สนนราคาเช่ากันขณะร้อนๆ เพียงเลข ห้าหลัก ปัจจุบันบางส่วนอยู่ในมือคหบดี พ่อค้า ที่หักคอผู้พบไป... ปัจจุบันราคาอยู่ที่ เลขหกหลัก พบประกาศให้เช่าทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต  ล้วนเป็นพระว่านหน้าทองที่ไปจากวัดพระแก้วกลางเมืองกำแพงเพชรทั้งสิ้น
          ทำไมที่วัดพระแก้วจึงมีพระว่านหน้าทองจำนวนมาก....เป็นคำถามที่น่าสนใจยิ่งนัก..... วัดพระแก้วเดิมชื่อวัดอะไรไม่ปรากฏ แต่เมื่อตามตำนานพระแก้วมรกต ว่าพระแก้วมรกตเคยเสด็จมาโปรดสัตว์ที่เมืองกำแพงเพชร  จึงสันนิษฐานว่าต้องมาอยู่ที่วัดนี้ และเรียกกันว่าวัดพระแก้ว ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวง..... วัดพระแก้ว สร้างราวพุทธศักราช 1800 – 1900 กษัตริย์ผู้สร้าง ตั้งใจให้เป็นวัดประจำพระราชวัง ของเมืองกำแพงเพชร เป็นวัดขนาดใหญ่มาก... แน่นอนสร้างกันต่อเนื่องหลายสมัย จนวัดพระแก้วยาวเลื้อยไปตามแนวกำแพงเมือง การค้นพบพระพุทธรูปทองคำ และพระว่านหน้าทองที่วัดพระแก้ว จึงมิแปลกอะไร เพราะผู้สร้างวัดพระแก้วและผู้สร้างเมืองกำแพงเพชร ได้สร้างทั้งสองสิ่งพร้อมกัน ตามธรรมเนียม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง พร้อมสร้างหลักเมืองด้วยตามแบบของพราหมณ์ด้วย
          พระว่านหน้าทองจึงเป็นสมบัติเก่าแก่ของเมืองกำแพงเพชร  กษัตริย์เมืองกำแพงเพชร พระองค์แรก ที่สร้างเมือง ได้สร้างบรรจุพระไว้ ใต้ฐานพระเจดีย์ ใต้ฐานพระพุทธรูป ใต้ฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งปวงเพื่อสืบพระศาสนา เมื่อวัดสูญสิ้นไป ผู้ขุดพบพระเครื่องพระบูชาจึงรู้ว่า ที่นี้คือวัด แต่มิทันเป็นดั่งคิด พระเครื่องและพระบูชาได้ถูกขุดไปสิ้น ความงามและความทรงคุณค่าทางศิลปะของพระว่านหน้าทองนอกจากเนื้อทองคำที่ปิดหน้าพระไว้ เมื่อลอกออก พบเนื้อว่านและพุทธลักษณะที่งดงามมาก
          พระท่ามะปราง  พระเม็ดขนุน พระเปิดโลก พระซุ้มกอ  พระพลูจีบ  ที่เสด็จขึ้นมาบนพื้นโลกหลังจากที่อยู่ในกรุมาหลายร้อยปี งดงามมากกล่าวกันว่า ใครได้ครอบครองไว้ เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ทางด้านคลาดแคล้วและเมตตามหานิยมยิ่งนัก คนกำแพงเพชร น้อยคนนักที่เคยเห็นและได้ครอบครองสมบัติอันล้ำค่าของคนกำแพง...... พระว่านหน้าทอง พระที่กษัตริย์สร้าง....

ที่มา ..http://sunti-apairach.com/01N/01NA.htm..

ด้วยความเคารพครับ


                                                

thumdragon 2012-08-09 04:12 PM
ขอบคุณครับ ผมกำลังหาที่มาแบบชัีดเจนครับ

ongart 2012-08-09 07:23 PM
ขอบคุณครับคุณเบิ้ลสมแล้วที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและรอบรู้ครับ  ผมจะเป็นแฟนคลับตลอดไปครับ  มีมาอีกแล้วครับ

ongart 2012-08-09 07:27 PM
มีมาอีกแล้วครับ องค์มีสองหน้าครับ  ขอบคุณครับ

watthikon 2012-08-09 08:58 PM

ช่วยเช็คดูให้ด้วยครับ  ได้มาจากชาวไร่อ้อย ไม่รู้ว่าพอเก็บไว้ใช้ได้มั้ยครับ

wit21 2012-08-13 08:20 PM
เช็คให้หน่อยครับว่า แท้หรือเก๊

ongart 2012-08-14 01:07 PM
ผมมีมาให้คุณเบิ้ลเช็คอีกแล้วครับ ขอบคุณครับ


เวอร์ชันเต็ม: [-- รับเช็คพระเครื่องฟรี ฟรี มาเร็วพี่น้อง --] [-- top --]


Powered by phpwind v8.3 Code ©2003-2010 phpwind
Gzip enabled